9/03/2556

ความรู้เกี่ยวกับโรคหอบหืด

โรคหอบหืด Asthma


               ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี

               เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

นิยาม  

              โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

               เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้
  1. Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  2. Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
  3. Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
  4. Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

Normal Lungs
หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle]  และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ
Asthmatic Lungs
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก


                 จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้
  • หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
  • แน่นหน้าอก
  • ไอ
  • หายใจเสียงดัง
                 โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ
  • อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
  • อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
  • อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
  • อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน

จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด 
  • ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก
  • ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด
  • ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด
  • สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด
  • ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค
  • ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ
  • สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน
  • หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด
  • ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
  • ใช้ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด
  • ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด
  • สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ

9/02/2556

โรคหอบหืดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

โรคหอบหืดในเด็กอายุต่ำกว่า ปี

โรคหอบหืดในเด็กที่อายุต่ำกว่า ปี พบได้บ่อย เช่น ในประเทศอังกฤษ เด็กๆ จะเป็นโรคนี้ประมาณหนึ่งในเจ็ด ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะประมาณ 10% บ้านเรายังไม่มีตัวเลขที่แน่นอน แต่คิดว่าไม่น่าจะน้อยกว่านี้ โรคหอบหืดทำให้เด็กต้องนอนโรงพยาบาล และขาดเรียนบ่อยมาก ประมาณ 30 - 80% จะมีประวัติไอ และมีเสียง Wheez ( วี้ด ) อย่างน้อย ครั้งก่อนอายุ ปี พวกที่มีอาการรุนแรงที่สุดคือ พวกที่มี wheez เร็ว ในขวบปีแรก และมีประวัติครอบครัวเป็นหอบหืด ร่วมกับโรคภูมิแพ้ชนิดอื่น
ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ คน ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ 25% แต่ถ้าพ่อแม่เป็นทั้ง คน โอกาสที่ลูกจะเป็นได้มีประมาณ 50%
การที่ต้องเห็นลูกเหนื่อย หอบแต่ละครั้ง เป็นสิ่งที่น่ากังวล และตกใจสำหรับพ่อแม่ ที่ต้องเห็นลูกทุกข์ทรมาน และนอนไม่ได้
ภาพแสดงตัวอย่าง
           โรคหอบหืดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

โรคหอบหืดเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

หลอดลมของเด็กที่เป็นหอบหืดนั้น เชื่อว่ามีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้หลอดลมหดเกร็งตัวแคบลง เยื่อบุภายในหลอดลมบวมขึ้น และสร้างเมือกเหนียว ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินอากาศในหลอดลมแคบลงอีก ทำให้เกิดอาการหอบหืดขึ้น สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เช่น โรคหวัด ควันบุหรี่ ฝุ่น ละอองเกสร การออกกำลังกาย ขนสุนัข ขนแมว ฯลฯ
ให้ตระหนักไว้ว่า ในเด็กเล็กๆ ที่อายุ 1 - 2 ปีนั้น โรคหอบหืดมักเกิดตามหลังอาการหวัด ซึ่งเป็นการติดเชื้อไวรัส และไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ได้ แต่หอบหืดในเด็กวัยเรียน จะเกิดในเด็กที่มีโรคภูมิแพ้จริงๆ

โรคหอบหืดมีอาการอย่างไร ?

มักเริ่มต้นด้วยอาการ หวัด ไอ มีเสมหะ ถ้าไอมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มักจะมีเสียงวี้ดๆ ในช่วงหายใจออก เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนมากขึ้น ก็เกิดอาการหอบมาก ปากซีดเขียว ใจสั่น บางครั้งการเกร็งตัวของหลอดลมเกิดขึ้นไม่มากนัก ทำให้คนไข้มีอาการไม่มากแต่ก็เป็นอยู่เรื่อยๆ เด็กๆ บางคนจะมีอาการไออย่างเดียว และมักจะมีอาการอาเจียนร่วมไปด้วย ซึ่งอาการไอจะดีขึ้น หลังจากที่เด็กได้อาเจียนเอาเสมหะหนียวๆ ออก
ให้สังเกตไว้ว่า การไอของเด็กเล็กๆ เช่น ไอแห้งๆ ที่ระคายเคือง ( dry irritating ) อาจเป็นอาการแสดงของโรคหอบหืดอย่างเดียว เพราะคนทั่วไปมักเข้าใจว่าต้องมีเสียง Wheez จึงจะเป็นหอบหืด เด็กที่แข็งแรงดีมักจะไม่ไอ ยกเว้นหวัดอย่างรุนแรง

ความรุนแรงของหอบหืด

1. ขั้นเล็กน้อย - เริ่มไอ และ/หรือ มีเสียงวี้ด แต่ยังเล่นซนได้ตามปกติ และทานอาหารได้ตามปกติ การนอนยังปกติ ( ไม่ถูกรบกวนโดยอาการไอ )
2. ขั้นปานกลาง - ตื่นกลางคืนบ่อยๆ วิ่งเล่นซนไม่ค่อยได้ ขณะเล่นมักไอ หรือมีเสียงวี้ดไปด้วย
3. ขั้นรุนแรง - กระสับกระส่ายจนนอนไม่ได้ เล่นซนไม่ได้ เหนื่อยหอบจนพูดหรือกินอาหารไม่ได้ หรือรอบริมฝีปากเป็นสีเขียว

ยารักษาโรคหอบหืดประกอบด้วยยาอะไรบ้าง ?

การรักษาหอบหืด แนวใหม่ ( Modern management ) มีจุดประสงค์ คือ การลดอาการของเด็ก ให้เด็กมีกิจกรรมได้ตามปกติ พยายามหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้โรคเลวลง และการใช้ยาอย่างถูกต้อง ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดนั้นประกอบด้วย
1. ยาขยายหลอดลม ( Relievers )
2. ยาลดการบวม และการอักเสบของหลอดลม (Steroid )
3. ยาป้องกัน ( Preventers )
ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งชนิดพ่นจะให้ผลได้เร็วกว่า และยังสามารถให้ได้ในเด็กเล็กๆ ยาชนิดนี้ จะช่วยให้การหายใจโล่งขึ้น เพราะไปขยายกล้ามเนื้อเล็กๆ ซึ่งอยู่ภายในหลอดลมที่หดเกร็ง เพื่อเปิดหลอดลมนั้น จะใช้เมื่อปรากฏอาการหอบ และใช้พ่นก่อนมีอาการ เพื่อ ป้องกันหอบหืดที่เกิดจากการออกกำลังกาย ยาขยายหลอดลมจึงเป็นยารักษาที่สำคัญ
ยากลุ่ม Steroid จำเป็นต้องให้ เพียงระยะสั้นๆ คือ 3 - 5 วัน เพื่อรักษา และป้องกันไม่ให้โรครุนแรงขึ้น เด็กจะไม่รับผลข้างเคียงจากยาตัวนี้ เนื่องจากใช้ระยะสั้น และ ให้ในบางกรณีที่จำเป็นเท่านั้น
ยาป้องกัน จะช่วยป้องกันเยื่อบุหลอดลมไม่ให้เกิดอาการหดเกร็งได้ง่าย เวลากระทบกับสิ่งกระตุ้น ฉะนั้นยาจะไม่ได้ออกฤทธิ์ขยายหลอดลมขณะมีอาการหอบหืด การใช้ยาป้องกัน ต้องใช้สม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้เด็กจะมีอาการปกติแล้วก็ตาม ถ้าอาการหอบหืดควบคุมได้ดีแพทย์จะพิจารณาลดปริมาณยาลง

ทำอย่างไรยาพ่นจึงจะลงไปที่หลอดลมได้ดี ?

Inhalers คือยารักษาหอบหืด ในรูปยาพ่น ข้อดี คือ ยาผ่านเข้าปอดโดยตรง และให้ได้ในปริมาณที่น้อยกว่ายากิน และมีฤทธิ์ข้างเคียงน้อยกว่า แม้แต่ทารกในขวบปีแรก ก็สามารถใช้ยานี้ได้ และให้ประสิทธิภาพดีกว่ายาน้ำ ที่ใช้รับประทาน ยาพ่นมีทั้งชนิดแท่งสเปรย์ ( Aerosol puffer ) ชนิดอัดแห้ง ( dry powder ) เป็นกระเปาะ หรือแท่งดูด
Spacers ในเด็กเล็กทุกรายที่ใช้แท่งสเปรย์ ควรใช้ Spacer ร่วมด้วยเพราะเด็กเล็กจะหายใจเอายาผ่านหลอดลม เข้าไปได้ดีขึ้น Spacerทำให้เรามั่นใจว่า ยาพ่นสามารถไปถึงหลอดลมได้ดียาไม่ตกค้างเกาะอยู่ที่คอ หรือกระพุ้งแก้มในปาก
Nembulisers เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนยาในสภาพของเหลว ให้เป็นละอองฝอย โดยใช้ Oxygen หรืออากาศผ่านเข้าไปภายในกระเปาะยา ใช้ในบางกรณี เช่น ในห้องฉุกเฉิน สำหรับเด็กหอบรุนแรงที่ต้องการปริมาณยาที่มากกว่า

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่อะไรบ้าง ?

1. ควันบุหรี่ เป็นสิ่งที่อันตรายต่อปอดที่กำลังเจริญเติบโตของเด็ก และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้
2. ตัวไรฝุ่น ฝุ่น มักอาศัยอยู่ที่เตียงนอน หมอน พรม เฟอร์นิเจอร์ บุนวม จึงควรนำไปตาก หรือผึ่งแดดบ่อยๆ ไม่ควรมีตุ๊กตาที่มีขนในห้องนอน ไม่ใช้พรมในห้องนอน ควรเช็ดฝุ่นทุกวัน ใช้ผ้าชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันตัวไรฝุ่นคลุมที่นอน หมอน ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 ? c สัปดาห์ละ ครั้ง ใช้ที่นอนจากใยสังเคราะห์ หรือฟองน้ำ และไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าห้องนอน
3. ละอองเกสรในบางฤดู ควรหลีกเลี่ยงในบางฤดู และอาจเพิ่มปริมาณของยาป้องกันด้วย
4. สัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน เพราะเด็กหอบหืดบางคนจะแพ้ขนสัตว์ ซึ่งอาจรวมถึงนกด้วย
5. เชื้อรา ที่ชื้นๆ มักมีเชื้อรา ควรให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
6. การออกกำลังกาย ถ้าควบคุมโรคหอบหืดได้ดี จะไม่มีปัญหาในการออกกำลังกาย หรือวิ่งเล่นซึ่งควรให้เด็กได้มีกิจกรรมนี้ตามปกติ
7. อากาศเย็น เด็กบางคนกระทบอากาศเย็น มักจะไอ หรือหายใจมีเสียงวี้ด การใช้ยาขยายหลอดลม ครั้ง ก่อนเข้าห้องที่เย็นๆ จะช่วยได้

โรคหอบหืดกับการนอน

ถ้าสามารถควบคุมโรคหอบหืดได้ดี เด็กจะไม่มีอาการไอ หรือ วี้ดในช่วงกลางคืนเลย การที่เด็กเล็กๆ นอนไม่ได้เพราะไอ จะรบกวนทั้งสุขภาพของเด็กและพ่อแม่ ปัญหาการนอนไม่พอ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง คุณแม่อาจจะอารมณ์เสีย และหงุดหงิดง่าย จึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษา

โรคหอบหืดมีโอกาสหายหรือไม่ ?

พบว่าเด็กที่เป็นโรคหอบหืด จะมีอาการน้อยลง เมื่ออายุมากขึ้นประมาณ 50% จะไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมาก เมื่ออายุ 8 - 9 ปี แต่ในเด็กที่แพ้มากๆ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสหายน้อยลง เด็กที่ยังคงมีอาการหอบหืดจนถึงอายุ 14 ปี มีแนวโน้มจะเป็นหอบหืดเรื้อรังจนเป็นผู้ใหญ่
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=693765

8/31/2556

สาเหตุของโรคหอบหืด

สาเหตุของโรคหอบหืด

         ช่วงที่ไม่มีอาการของโรคหอบหืด ผู้ป่วยจะเหมือนคนปกติ ไม่หอบ ไม่แน่นหน้าอก เล่นกีฬาได้ แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับสารที่เป็นภูมิแพ้ผู้ป่วยจะเกิดอาการหอบ แน่นหน้าอก และไอ สำหรับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้แบ่งได้เป็นหัวข้อดังนี้
  • สารภูมิแพ้ในบ้าน
  • สารภูมิแพ้นอกบ้าน

สารภูมิแพ้ในบ้าน

         แม้ว่าบ้านจะเป็นที่ปลอดภัยสำหรับตัวท่าน หากคุณเป็นโรคหอบหืด บ้านก็อาจจะเป็นแหล่องที่กระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด คุณควรจะจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม สารก่อภูมิแพ้หลายชนิดเช่น รา เกสรดอกไม้ มลภาวะ ก็สามารถพบได้ในบ้านของท่าน หากคุณทราบชนิดของสารภูมิแพ้ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารภูมิแพ้ต่างๆ เนื่องจากหากได้รับสารภูมิแพ้นานๆทำให้โรคหอบหืดกำเริบเฉียบพลันได้บ่อยและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

Animal Allergen

         สารภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข แมว หนู นก สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้แก่ รังแค ขน ปัสสาวะ อุจาระ น้ำลาย หากคุณแพ้คุณควรที่จะป้องกันดังต่อไปนี้

  • ย้ายสัตว์และขนสัตว์ออกจากบริเวรบ้าน ถ้าไม่สามารถย้ายออกจากบ้านให้ เอาขนสัตว์ออกจากห้องนอน
  • ปิดประตูห้องนอนติดเครื่องกรองอากาศที่มีแผ่นกรองHEPAก่อนที่อากาศจะเข้าห้อง
  • ไม่ใช้พรมในห้องนอน
  • อาบน้ำให้สัตว์อาทิตย์ละสองครั้ง
  • ทำความสะอาดบ้านบ่อยๆโดยใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรองHEPA
  • หู้มปลอกหมอนและเตียงด้วยสารป้องกันภูมิแพ้
  • เลี้ยงปลาได้

About pets and asthma

        โปรตีนจากผิวหนัง ปัสสาวะ อุจาระ น้ำลาย ขนของสัตว์ เช่นสุนัข แมว หนู และสัตว์เลือดอุ่นสามารถกระตุ้นให้กิดโรคหอบหืด วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่นำสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงในบ้าน และทำความสะอาดบ้านทั้งพรมและผ้าม่าน
แต่บางท่านไม่นำสัตว์เลี้ยงไว้ห้องนอน หรือนำเลี้ยงในห้องที่มีพรมสำหรับบางท่านก็ทำให้หอบหืดดีขึ้น
ข้อแนะนำ
  • หาที่อยู่ใหม่ให้สุนัขและแมว
  • ไม่ควรจะให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน
  • หากสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านก็ไม่ควรจะเข้าห้องนอน
  • ไม่ควรจะให้สัตว์เลี้ยงอยู่บนม้านั่ง เตียงนอน
  • ดูดฝุ่นเมื่อผู้ที่เป็นโรคหอบหืดไม่อยู่บ้าน
ไรฝุ่น

        พบไรฝุ่นมากในที่มีความชื้นสูง พบร่วมกับฝุ่นที่มาจากเสื่อ หมอน พรม ผ้าคลุมเตียง เสื้อผ้า ตุ๊กตาควรจัดห้องให้ปลอดฝุ่นวิธีป้องกันไรฝุ่นทำได้ดังนี้
  • หุ้มหมอน เตียง เสื่อด้วยสารป้องกันภูมิแพ้
  • ล้างปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียงทุกสัปดาห์โดยใช้น้ำร้อนมากกว่า 55 ํC
  • ลดความชื้นของห้องนอนให้น้อยกว่า 50%โดยใช้เครื่องลดความชื้น
  • นำพรมออกจากห้องนอน
  • ไม่ควรนำตุ๊กตาไว้ในห้องนอน ควรจะล้างทุกอาทิตย์ด้วยน้ำร้อน
  • ดูดฝุ่นทุกสัปดาห์
แมลงสาปCockraches Alergen

        เป็นสาเหตุที่ทำให้หอบหืดเป็นมากขึ้น น้ำลาย ปัสสาวะ อุจาระ ผิวหนังของแมลงสาบเป็นสารภูมิแพ้สำหรับบางคน ควรกำจัดแมลงสาบให้หมดจากบ้าน ไม่ควรเหลือเศษอาหารให้แมลงสาบ อาหารควรเก็บไวในถุงที่ปิดสนิท ควรใช้กับดักหรือกรงมากกว่าสารเคมีเพราะอาจเกิดการแพ้ได้ จัดการรูรั่วของประปา

ข้อแนะนำ

  • ทำความสะอาดอ่างล้างจาน โต๊ะสำหรับปรุงอาหาร และโต๊ะสำหรับรับประทานอาหาร
  • ล้างจานให้สะอาดและนำเศษอาหารไปทิ้งนอกบ้าน
  • เก็บอาหารให้มิดชิด
  • การใช้ยาฆ่าแมลงก็อาจจะมีผลเสียต่อผู้ป่วย
Food Allergies

       ผู้ป่วยที่แพ้อาหารนอกจากทำให้เกิดผื่น ปวดท้อง ท้องเสียยังทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก วิธีป้องกันคือ จำให้ได้ว่าแพ้อาหารอะไรแล้วหลีกเลี่ยง ให้อ่านสลากเพื่อดูส่วนผสมว่ามีสิ่งที่แพ้หรือไม่ 


       เชื้อรามีมากในที่ชื้น และอากาศถ่ายเทไม่ดี เช่นห้องน้ำ ห้องเก็บของ ควรแก้ไขท่อน้ำที่รั่ว ทำความสะอาดบริเวนที่มีเชื้อรา ลดความชื้นในห้องนอนให้น้อยกว่า50%
  • ทำความสะอาดบริเวณที่คิดว่ามีเชื้อรา เช่นห้องน้ำ ห้องครัวอาจจะใช้ยาฆ่าเชื้อรา
  • ระบบถ่ายเทน้ำต้องไม่มีการขัง
  • ใช้เครื่องลดความชื้น
  • ใช้พัดลมดูดอากาศในห้องน้ำ ห้องครัว
  • ลดการปลุกต้นไม้ ใช้ดอกไม้พลาสติกแทนดอกไม้จริง
  • ทำความสะอาดท่อระบายน้ำทุก 5 ปี
สารเคมี

      สารเคมีที่ใช้ในบ้านอาจจะกระตุ้นให้อาการหอบหืดเป็นมากขึ้น เช่น กลิ่นสี ยาฆ่าแมลง สเปรย์แต่งผม รวมทั้งควันบุหรี่ ควันจากเตาไฟ

สารNitrogen Dioxide

       ก๊าซไนตรัส ออกไซด์ Nitrogen dioxide (NO2) เป็นก๊ายที่ไม่มีกลิ่น ก๊ายนี้จะทำให้ระคายเคืองต่อตา เยื่อบุจมูก ทางเดินหายใจ และกระตุ้นทำให้เกิดโรคหอบหืด ก๊ายนี้มาจากเตาชนิดต่างๆเช่น เตาแก๊ส เต้าน้ำมันกาด เตาไม้หรือถ่าน ควันเสียรถยนต์ ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดจะทำให้กำเริบได้ และทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจ
ข้อแนะนำ
  • เตาควรอยู่นอกบ้าน
  • หากอยู่ในบ้านให้เปิดเครื่องดูดอากาศทุกครังที่ใช้เตา
โรคหอบหืดที่เกิดจากงาน

       ผู้ที่เปลี่ยนงานแล้วเกิดโรคหอบหืด หรือมีอาการหอบเมื่อเข้าที่ทำงาน แสดงว่าท่านอาจจะแพ้สารเคมีในโรงงาน ผู้ที่ทำงานในโรงงานเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืด
  • ผู้ที่แพ้ แป้ง ธัญพืช ไม่ควรมีอาชีพ ช่างทำขนมปัง นักเคมี ชาวไร่
  • แพ้สัตว์ แมลง เชื้อราไม่ควรมีอาชีพ เลี้ยงสัตว์ พนักงานห้องทดลอง
  • แพ้สารเคมี ไม่ควรมีอาชีพ ทำงานเกี่ยวกับน้ำมัน เครื่องเย็น ช่างแต่ผม พนักฟอกย้อม
  • แพ้โลหะ และ Isocynates ไม่ควรทำงานกับการพ่นสีรถยนต์ ตู้เย็น เครื่องพิมพ์
  • ยา ไม่ควรทำงานในโรงงานยา

มลภาวะนอกบ้าน

       มลภาวะนอกบ้านมักจะเกิดจากฝุ่นขนาดเล็กในอากาศที่เกิดจากรถ อุตสาหกรรม ควัน เกสรดอกไม้ เมื่อสูดดมหายใจเข้าไปก็จะกระตุ้นทำให้หอบหืดกำเริบ
ข้อแนะนำ
  • ให้ติดตามสภาพอากาศ หากไม่ดีก็ไม่ควรจะออกนอกบ้าน
  • ตรวจสภาพอากาศก่อนออกกำลังกาย
  • จัดตารางงานในเวลาที่อากาศดี
  • หากอากาศไม่ดีให้อยู่ในบ้าน ปิดหน้าต่าง และเปิดเครื่องปรับอากาศ
  • เฝ้าอาการกำเริบของโรคหอบหืด
สารภูมิแพ้นอกอาคาร Outdoor Allergen

         เมื่ออยู่นอกบ้านคุณไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ คุณไม่สามารถทำความสะอาดสนามหญ้า หรือใช้เครื่องกรองอากาศ แต่สิ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสภาวะบางอย่าง สิ่งแวดล้อมนอกบ้านที่เป็นปัญหาได้แก่เกสรดอกไม้ หญ้า ต้นไม้ สปอร์ของรา

เชื้อรา Moulds

        เชื้อราสามารถให้หอบหืด โดยเฉพาะสปอร์ของเชื้อราสามารถลอยไปในอากาศ เมื่อคนที่เป็นโรคหอบหืดสูดดมเข้าไปจะเกิดอาการ จาม คัดจมูก แน่นหน้าอก ไอ จนกระทั่งหอบหืด หากท่านแพ้เชื้อราควรจะปฏิบัติดังนี้
  • เก็บกวาดหญ้าให้สะอาดหลังจากการตัดหญ้า
  • เก็บกวาดใบไม้ที่ร่วงล่นให้หมด
  • เก็บกวาดขยะ กระป๋องรอบบ้านให้หมด รวมทั้งวัสดุที่จะอุ้มน้ำ
  • ทางเดิน หรือสนามหญ้าไม่ควรให้ชื้นตลอดเวลา
เกสรดอกไม้

         เกสรดอกไม้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้บ่อย เกสรอาจจะมาจากดอกไม้ หญ้า เมื่อดูด    เข้าไปก็จะเกิดอาการหอบหืดวิธีป้องกัน
  • ใช้เครื่องกรองอากาศที่มีแผ่นกรองHEPA
  • ช่วงที่มีเกสรดอกไม้มากให้ปิดหน้าต่างและเปิดเครื่องปรับอากาศ
  • งดออกกำลังกายกลางแจ้ช่วงมีเกศรดอกไม้มาก
  • ช่วงที่มีเกสรดอกไม้มากเมื่อกลับถึงบ้านให้เปลี่ยนเสื้อ
  • หลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ใกล้หน้าต่าง
  • อย่าตากผ้ากลางแจ้ง
  • อย่าดมหรือจับต้องดอกไม้ที่คุณสงสัยว่าจะแพ้
อากาศเย็น

         ผู้ที่แพ้อากาศเย็น หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอาจจะเกิดอาการหอบได้ วิธีป้องกันทำได้โดย
  • ให้หายใจผ่านทางจมูกเพราะจะทำให้อากาศอุ่นขึ้น
  • หากต้องหายใจทางปาก ต้องสวมหน้ากากเพื่อเพิ่มความชื้นให้อากาศ
  • ช่วงอากาศเย็นให้ออกกำลังกายในบ้าน
      ควรหลีกเลี่ยงบุหรี่ ควันไฟ กลิ่นสี กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี เตาแก๊ส

fitSule Sensitivity 


        ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงเบียร์ ของดอง ผลไม้แห้งเพราะอาจทำให้เกิดหอบหืดได้

Infections 

        ผู้ป่วยหอบหืดควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีเนื่องจากไข้หวัดใหญ่ทำให้หอบหือเป็นมากขึ้น 

ยา  
        เช่นยา NSAID เช่น aspirin brufen diclofenac ยากลุ่มbetablockเช่น propanolol atenolol metoprolol

Rhinitis/Sinusitis

       ผู้ป่วยที่มีไซนัสอักเสบหรือเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ควรได้รับการรักษาด้วยยา Antihistamine/decongestant หรือยาพ่นsteroid ทางจมูก

Gastresophageal Reflux

       ผู้ป่วยหอบหืดที่หอบเวลากลางคืนโดยเฉพาะมีอาการแน่นหน้าอกหรือ เรอบ่อยควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาภาวะกรดมากวิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้นได้แก่ งดอาหารและน้ำก่อนนอน3ชั่วโมง ยกหัวเตียง6-8นิ้ว

ภาวะทีกระตุ้นให้หอบ
สารภูมิแพ้
สารระคายเคือง
  • ควันบุหรี่
  • ควันจากการเผาไม้ ถ่านหิน
  • ก๊าซไอระเหย เช่นน้ำมัน 
  • สี
  • การติดเชื้อ
  • การออกกำลังกาย
  • อากาศเปลี่ยน

เครื่องมือที่ช่วยใช้ในโรคหอบหืด  
                    
  • เครื่องดูดฝุ่น ผู้ป่วยหอบหืดที่แพ้ฝุ่นควรใช้ชนิดถุงที่อยู่นอกห้องนอนถ้าผู้ป่วยจะดูดฝุ่นเองควรใส่หน้ากากกันฝุ่น
  • เครื่องกรองอากาศ ใช้เครื่องกรองที่มี HEPA and Electroststic filterวึ่งสามารถกันspore ควันบุหรี่ ฝุ่น แต่ไม่สามารถกันไรฝุ่น สารภูมิแพ้จากแมลงสาบ
  • Humidifier ไม่ควรใช้เครื่องให้ความชื้นในห้องเพราะจะทำให้เกิดไรฝุ่น
  • ไม่ควรใช้เครื่อง Ozone เพราะทำให้เกิดระคายเคืองต่อหลอดลม

8/21/2556

ยารักษาโรคหอบหืด

         ยาที่ใช้รักษาหอบหืด


                     ท่านผู้อ่านที่เป็นหอบหืดต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคุณสมบัติของยา และข้อบ่ง           ชี้ในการใช้ยา ยารักษาหอบหือแบ่งเป็น2ประเภทคือ

  1. Long-Term Control medications  หรือที่เรียกว่า Controller หรือเป็นยาที่ป้องกันอาการหอบหืด เป็นยาที่ควบคุมโรคระยะยาวหรือยาที่ใช้รักษาโรค เป็นยาที่ต้องได้รับทุกวันเพื่อลดการอักเสบของผนังหลอดลมให้ผลการรักษาได้ดี เป็นยาที่จำเป็นในโรคหอบหืดเรื้อรั้งตั้งแต่ขั้น2ขึ้นไปได้แก่
  • Corticosteroid เป็นยาที่ลดการอักเสบได้ดีที่สุดมีชนิดกิน และ inhaled มีหลายชนิด 
  • Cromolyn sodium and Nedocromil เป็นยาที่ลดการอักเสบได้ปานกลางเหมาะสำหรับเริ่มต้นรักษาในเด็ก
  • Long-acting beta2-agonists ใช้ร่วมกับ inhaled steroid ในการลดอาการหอบเวลากลางคืนออกฤทธิ์นาน12 ชม
  • Theophylline ใช้ sustained-release ร่วมกับ inhaled steroid
  • Leukotriene modifiers ใช้ร่วมกับ inhaled steroid เพื่อคุมโรคหอบหืด

  1. Quick-relief medications หรือที่เรียกว่า Reliever คือยาที่บรรเทาอาการหอบ ยาบรรเทาอาการใช้เมื่อมีอาการ หอบ แน่นหน้าอก ไอ หายใจเสียงดังหวีด ผู้ป่วยควรได้รับยากลุ่มที่ควบคุมโรคในระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบ ยากลุ่มนี้ได้แก่
  • Short-acting Beta2-agonistsขยายหลอดลมในเวลา30นาที
  • Anticholinergics ใช้ร่วมกับ Short-acting Beta2-agonists ทำให้คุมอาการได้ดีขึ้นในหอบหืดที่มีอาการมาก
  • systemic corticosteroids ชนิดกิน ใช้ในรายที่หอบมากทำให้หายเร็วขึ้นและป้องกันการหอบซ้ำ
  1. ยาพ่นที่มีส่วนผสมของยาสองชนิด ได้แก่ยาพ่น steroid และยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานLong-acting beta2-agonists ซึ่งมีทั้งยาขยายหลอดลม และยาลดการอักเสบทำให้ผลการรักษาได้ดี ยาที่มีในประเทศไทยคือSymbicort และ Seretide ผลเสียของยากลุ่มนี้ได้แก่ ใจสั่น มือสั่น ไอ
ในการเลือกใช้ยาแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรค ปัญหาที่เกิดคือผู้ป่วยมักจะซื้อยากินเอง และนิยมยาในกลุ่มQuick-relief medications ซึ่งทำให้บรรเทาอาการหอบ แต่ไม่ได้รักษาโรค ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์

8/18/2556

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด

    การดูแลตนเอง

                    เนื่องจากโรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง มีผลกระทบต่อ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม การรู้จักดูแลตนเองที่ถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มมีอาการ จะช่วยลดภาวะหืดหอบที่รุนแรง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การดูแลตนเองเมื่อเริ่มมีอาการ ย่อมดีกว่าเมื่อทิ้งไว้นาน และการป้องกันควบคุมมิให้มีอาการจับหืด ย่อมดีที่สุดโดย

    1. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ หรือสารก่อภูมแพ้ เช่น ขนสัตว์ ฝุ่นในบ้านหรือที่นอน ควันบุหรี่ อาหารทะเล ฯลฯ

    2. ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยในการละลายเสมหะ

    3. ผู้ป่วยโรคหอบหืดจำนวนมากไม่สามารถจะออกกำลังกายได้ดี หรือได้มากเท่า คนปกติ โดยจะเหนื่อย แน่นหน้าอกขึ้นมาภายหลังจากการออกกำลังกายไปพักหนึ่ง

    4. ออกกำลังกาย ควรทำสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อาจทำโดยถีบจักรยาน , เดิน , ว่ายน้ำ เป็นต้น และเมื่อมีอาการหอบ ควรหยุดออกกำลังกายทันที ดังนั้นก่อนการออกกำลังกาย อาจต้องใช้ยาขยายหลอดลม 5-10 นาที ก่อนการออกกำลังกาย และสังเกตตนเองว่าการออกกำลังกายประเภทใดทำให้เหนื่อยง่าย จึงควรออกกำลังกาย แต่พอควร และสม่ำเสมอ

    5. ฝึกหายใจที่ถูกต้อง เพื่อช่วยลดความรุนแรงขณะมีอาการหอบหืดได้ โดยการหายใจเข้าออกลึก ๆ ยาว ๆ ทางปาก

    6. กินยา หรือพ่นยาตรงตามการรักษาของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ทำให้โรคกำเริบได้

    7. ฝึกการบริหารปอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ

    8. ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อได้รับการตรวจสมรรถภาพของปอด เป็นระยะ 

    ท่าที่ช่วยในการบริหารปอด ได้แก่

    ท่าที่ 1   ท่าหายใจด้วยท้อง หรือกระบังลม นอนหงายกับพื้น วางต้นแขนทั้ง 2 แนบลำตัว วางมือบนอก และท้อง งอเข่า 2 ข้าง
    - สูดหายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูก ให้หน้าท้องป่องออก และหน้าอกมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก
    - ผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ผ่านทางไรฟัน ในขณะที่ปากเผยอออกเพียงเล็กน้อย
    ท่าที่ 2 ท่าพักเหนื่อย จะช่วยให้เหนื่อยน้อยลง เมื่อหายใจไม่ค่อยสะดวก
    - นั่งพัก เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
    - วางข้อศอกบนเข่า 2 ข้าง หายใจ เข้าและออกช้า ๆ หรือวิธี
    - นั่งพับเพียบ หมอนวางบนตัก
    -วางแขน และซบหน้าลงบนหมอน
ท่าที่ 3 ท่าโน้มตัว
- นั่งบนเก้าอี้ แล้วโน้มตัวลง มือแตะพื้นขณะหายใจออก
- กลับยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ แยกเป็นตัว V ขณะหายใจเข้า
ท่าที่ 4
    - มือ 2 ข้างประสานท้ายทอย ยกมือลงเอาศอกชิดกัน ขณะหายใจออก กางข้อศอก ขณะหายใจเข้า
      ท่าที่ 5 ใช้ไม้เท้าในท่ายกแขน 2 ข้างขึ้น ขณะหายใจเข้าแล้วยกลงในขณะหายใจออก